เทคนิคการลงทุน 3 แบบ เพื่อการลงทุนที่ประสบความสำเร็จ

บทความนี้แนะนำวิธีลงทุนอย่างง่าย 3 แบบ ซึ่งจะช่วยให้ผู้ลงทุนรายย่อยประสบความสำเร็จจากการลงทุนได้โดยไม่ต้องวิเคราะห์ข้อมูลข่าวสารอะไรมากนัก เพียงแต่มีวินัยการลงทุนก็สามารถลงทุนได้อย่างสบายใจแล้ว

Dollar Cost Averaging (DCA)

วิธีแรกคือ Dollar Cost Averaging (DCA) ซึ่งเป็นการลงทุนอย่างสม่ำเสมอเป็นงวดๆ โดยผู้ลงทุนจะต้องแบ่งเงินลงทุนเป็นจำนวนเท่าๆ กัน และนำไปลงทุนเป็นประจำตามระยะเวลาที่กำหนดไว้เป็นงวดๆ เช่น ทุกสัปดาห์ หรือทุกเดือน โดยจะไม่สนใจว่าราคาหุ้น ณ ขณะนั้นเป็นเท่าไร

การลงทุนแบบนี้ช่วยจำกัดการซื้อขายของผู้ลงทุนรายย่อยที่มักเป็นไปตามอารมณ์ (ความโลภและความกลัว) เช่น อยากซื้อหุ้นตามกระแสในเวลาที่หุ้นปรับตัวขึ้นอย่างร้อนแรง และทำในสิ่งตรงกันข้ามคือขายทิ้งและหนีออกจากตลาดหุ้นในช่วงที่ทุกคนตื่นกลัวเมื่อดัชนีหุ้นดิ่งลงอย่างรวดเร็ว ผลลัพธ์จากการซื้อขายตามอารมณ์คือการ “ซื้อแพงขายถูก” แต่วิธี DCA นี้จะเสมือนเป็นการสร้างวินัยให้เข้าลงทุนอย่างสม่ำเสมอและมีผลพลอยได้คือการลดความเสี่ยงที่มีอยู่กับหุ้นไปในตัว ในยามที่ตลาดดี ราคาหุ้นแพง ผู้ลงทุนจะซื้อหุ้นได้น้อย แต่ในยามที่ตลาดไม่ดี ราคาหุ้นถูก ผู้ลงทุนก็จะซื้อหุ้นได้ในปริมาณที่มากขึ้นด้วยเงินจำนวนเดียวกัน เป็นการ ถัวเฉลี่ยต้นทุนการลงทุน ให้ลดลง โดยจำนวนหน่วยลงทุนในพอร์ตจะเพิ่มขึ้นทุกๆ งวด

 

Value Averaging (VA)

วิธีที่สองคือ Value Averaging (VA) เป็นกลยุทธ์ที่คิดค้นโดย ดร. ไมเคิล เอเดลสัน (Michael E. Edleson) จากบริษัทมอร์แกนสแตนเลย์ โดยในอดีตท่านเคยเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด (Harvard University) แนวคิดนี้ดังกล่าวต่อยอดมาจากวิธีการลงทุนแบบ DCA ซึ่งเน้นการซื้อขายหน่วยลงทุนหรือหุ้น ด้วยเงินลงทุนที่เท่ากันอย่างสม่ำเสมอ แต่ต่างกันตรงที่ VA จะควบคุมให้มูลค่าสุทธิของพอร์ตการลงทุนเพิ่มขึ้นสม่ำเสมอ พูดง่ายๆ ก็คือ DCA เน้น “ต้นทาง” คือเงินลงทุนที่ผู้ลงทุนต้องใส่ไป ส่วน VA เน้น “ปลายทาง” คือมูลค่าพอร์ตการลงทุน

วิธี VA นี้ก็ไม่ยากอะไรเลย ก่อนอื่นนักลงทุนต้องกำหนดเป้าหมายว่า มูลค่าพอร์ตจะต้องเพิ่มขึ้นเท่าๆ กันในแต่ละงวดการลงทุนเป็นจำนวนเท่าใด เช่น งวดแรกตั้งเป้าไว้ที่ 10,000 บาท งวดถัดตั้งเป้าไว้ว่าจะเพิ่มเป็น 20,000 บาท งวดต่อไปเป็น 30,000 บาท และทวีคูณของ 10,000 บาทอย่างนี้ไปเรื่อยๆ และด้วยเหตุว่าราคาหุ้นหรือหน่วยลงทุนมีขึ้นมีลงตลอดเวลา ดังนั้น ภายใต้วิธี VA นี้ เงินที่เราเพิ่มเข้าไปในพอร์ตจะแตกต่างกันไปในแต่ละงวด

สมมติว่าในงวดแรก ราคาหุ้นหรือหน่วยลงทุนเริ่มต้นที่ 10 บาท เราใช้เงินลงทุน 10,000 บาท ก็จะได้มา 1,000 หน่วย พอมาถึงกำหนดที่ต้องลงทุนในงวดที่สอง ราคาหุ้นหรือหน่วยลงทุนลดลงเป็น 8 บาท มูลค่าของพอร์ตเราก็จะลดลงมาเหลือ 8,000 บาท ดังนั้น เราต้องลงทุนในงวดที่สองอีก 12,000 บาท เพื่อให้มูลค่ารวมของพอร์ตเพิ่มเป็น 20,000 บาทตามที่ตั้งเป้าหมายไว้ ผลก็คือ เราจะได้หุ้นหรือหน่วยลงทุนเพิ่มมา 1,500 หน่วย ที่ต้นทุน 8 บาท

พอถึงงวดที่สาม มูลค่าพอร์ตลงทุนที่ตั้งใจไว้ต้องเป็น 30,000 บาท ปรากฏว่าราคาพุ่งขึ้นไปเป็น 12.50 บาท ทำให้มูลค่าพอร์ตของเราเพิ่มขึ้นมาเป็น 31,250 บาท งวดนี้นอกจากไม่ต้องใช้เงินลงทุนเพิ่มแล้ว แต่เราต้องขายออก 1,250 บาท เพื่อให้ได้มูลค่าของพอร์ตเป็นตามที่เราตั้งเป้าหมายไว้

ถ้ามองเฉพาะด้าน VA จริงๆ ตามทฤษฎี เป็นการใช้เงินที่มากขึ้นเพื่อที่จะไปลงทุนในภาวะที่ตลาดเอื้ออำนวยคือสินทรัพย์ราคาถูกลง และในกรณีที่ตลาดปรับตัวขึ้น สินทรัพย์แพงขึ้น ก็ไม่ต้องไปลงทุนตามกระแสมากแค่นั้นเอง สิ่งที่น่าสนใจคือ VA จะมีทั้งการซื้อเพิ่มและขายออกในบางงวด จำนวนหุ้นหรือหน่วยลงทุนที่ได้มาในแต่ละงวดจึงมีเพิ่มและลดตามภาวะตลาด จากตัวอย่างที่แสดงไว้ข้างต้นนั้น ผู้อ่านจะสังเกตได้ว่า เวลาตลาดขาขึ้น วิธี VA นี้จะบังคับให้เรารับรู้กำไรโดยอัตโนมัติ ขณะที่ในระยะยาวแล้วมูลค่าพอร์ตยังคงเพิ่มขึ้นอย่างสม่ำเสมอตามเป้าหมายที่เรากำหนดไว้ตั้งแต่ตอนแรก

Portfolio Rebalancing

วิธีที่สามคือ Portfolio Rebalancing ซึ่งเป็นหลักการปรับพอร์ตการลงทุนที่เหมาะกับผู้มีเงินลงทุนเป็นก้อนอยู่แล้วและต้องการจัดการการลงทุนอย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว วิธีนี้ต่างจาก DCA และ VA คือไม่ได้เป็นการใส่เงินเพิ่มทุกงวดหรือตั้งเป้าให้มูลค่าสุทธิของพอร์ตโตขึ้นตามระยะเวลา แต่จะกำหนดมูลค่าพอร์ตที่เราต้องการ “คงไว้” ในช่วงเวลาหนึ่ง และทำการซื้อเข้าขายออกเมื่อมูลค่าตลาดของพอร์ตการลงทุนลดลงหรือเพิ่มขึ้นจากจุดที่เราต้องการ เรียกว่าเป็นการ “ปรับสมดุล” หรือ rebalance นั่นเอง ทั้งนี้ ในทางปฏิบัติจะกำหนดขอบเขตไว้ว่ามูลค่าการลงทุนจะเบี่ยงเบนไปจากที่เรากำหนดได้เท่าใด เช่น 5%, 10%, หรือ 20% ของมูลค่าที่เราเริ่มลงทุน เพื่อที่จะได้ไม่ต้องทำการปรับสมดุลทุกครั้งที่มูลค่าพอร์ตเปลี่ยนแปลง

ตั้งอย่างการใช้วิธี Portfolio Rebalancing อธิบายได้ดังนี้ สมมติว่าเรามีเงินลงทุนในหุ้นจำนวน 10,000 บาท และกำหนดเป้าหมายว่าจะปรับพอร์ตเมื่อมูลค่าตลาดเปลี่ยนแปลงไป 20% ซึ่งหมายความว่า (1) ถ้ามูลค่าตลาดของพอร์ตเพิ่มขึ้น 20% เป็น 12,000 บาท ให้ขายทำกำไรออกมา 2,000 บาท เพื่อให้เงินลงทุนเหลือ 10,000 บาทเท่าเดิม และเก็บเงินสดไว้ (2) ถ้ามูลค่าตลาดของพอร์ตลดลง 20% เหลือ 8,000 บาท ให้นำเงินสด 2,000 บาทมาซื้อหุ้นเพิ่ม เพื่อให้เงินลงทุนรวมเป็น 10,000 บาท

ทำตามแนวทางนี้ไปเรื่อยๆ จนเมื่อไหร่ที่มีเงินสดในมือเยอะขึ้น หรือมีแหล่งเงินเก็บอื่นที่พร้อมจะนำลงทุนมากขึ้นแล้ว ก็ให้กำหนดเงินลงทุนตั้งต้นใหม่หรือปรับเป้าหมายเปอร์เซ็นต์การเปลี่ยนแปลงได้ตามความเหมาะสม แนวทางนี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับการลงทุนหุ้นเป็นรายตัวหรือลงทุนในกองทุนรวมก็ได้

Portfolio Rebalancing เป็นกลยุทธ์การลงทุนที่มีประสิทธิภาพ เนื่องจากเวลาตลาดหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้น เราก็มีโอกาสได้ขายทำกำไรและเตรียมเงินสดไว้ลงทุนเมื่อราคาปรับตัวลดลง โดยรวมแล้วทำให้เราได้ซื้อเมื่อหุ้นตกและขายเมื่อหุ้นขึ้น หรือที่เรียกว่า “ซื้อถูกขายแพง” นั่นเอง การใช้กลยุทธ์นี้เงื่อนไขเล็กน้อยคือ เราควรมีการสำรองเงินไว้พอสมควรเผื่อใส่เงินเพิ่มเมื่อหุ้นตก หากท่านจะเริ่มต้นใช้วิธีนี้ แนะนำให้สำรองเงินไว้ 40 – 60%ของมูลค่าเงินลงทุน

วิธีไหนมีประสิทธิภาพที่สุด

มาถึงจุดนี้ ผู้อ่านก็คงมีคำถามว่าถ้านำแต่ละวิธีไปใช้แล้วจะให้ผลลัพธ์แตกต่างกันอย่างไร บทความนี้จึงขออธิบายคร่าวๆ ด้วยการนำข้อมูลดัชนี SET50 Index ในช่วง 5 ปีย้อนหลังมาเปรียบเทียบกันกับการลงทุนแบบธรรมดา คือการซื้อแล้วถือโดยไม่ได้ปรับพอร์ต (LumpSum Investment) โดยกำหนดสมมติฐานว่า

1. Lump Sum Investment (LS) ลงทุนต้นปีๆ ละ 120,000 บาท

2. Dollar Cost Averaging (DCA) ลงทุนทุกเดือนๆ ละ 10,000 บาท

3. Value Averaging (VA) คุมให้มูลค่าพอร์ตแต่ละเดือนโตเท่าๆ กัน เดือนละ 10,000 บาท

4. Rebalancing (REBAL) ลงทุนต้นปีๆ ละ 120,000 บาท และปรับพอร์ตระหว่างปี สมมติใช้เกณฑ์ +/- 20%

ผลการทดลองเป็นดังนี้

§         ช่วงตลาดมีแนวโน้มขาขึ้นอย่างชัดเจน เช่น ปี 2550, 2552, และ 2553 วิธี Lump Sum จะให้ผลตอบแทนมากกว่าวิธีอื่น ซึ่งสามารถอธิบายได้ว่าเป็นเพราะลงทุนตั้งแต่ต้นปีและไม่ได้ปรับพอร์ตขายอะไรออกเลย ต่างจาก DCA และ VA ที่ทยอยเข้า ไม่ได้ลงทุนเป็นก้อนมาตั้งแต่ต้นปี และต่างจาก Rebalancing ซึ่งมีการขายทำกำไรบางครั้ง

§         ในปีที่ตลาดหุ้นตก วิธี DCA และ VA จะให้ผลขาดทุนน้อยกว่า เพราะเป็นการทยอยลงทุน ขณะที่วิธี Rebalancing ให้ผลขาดทุนใกล้เคียงกับ Lump Sum เพราะลงทุนตั้งแต่ต้นปีเหมือนกัน ต่างกันตรงที่ Rebalancing จะปรับซื้อเข้าขายออกเป็นบางช่วง ช่วยลดผลกระทบลงบ้าง

§         อีกข้อสังเกตหนึ่งที่น่าสนใจคือ การลงทุนแบบ VA จะมีประสิทธิภาพสูงกว่า DCA กล่าวคือในปีที่หุ้นขึ้นจะให้ผลตอบแทนสูงกว่า และในปีที่หุ้นตก จะให้ผลขาดทุนน้อยกว่า

โดยสรุป สำหรับผู้ที่ต้องการออมเงินด้วยการลงทุนในหุ้นแล้ว วิธีแบบ DCA และ VA จะเป็นวิธีที่ไม่หวือหวามากนัก ช่วยให้เงินลงทุนปลอดภัยในระยะยาว ลองเลือกดูครับว่าวิธีไหนที่เหมาะกับตัวเรา

โดย : วิศวกร ปันยารชุน ฝ่ายวางแผนและให้คำปรึกษาทางการเงินส่วนบุคคล ธนาคารกสิกรไทย




28 thoughts on “เทคนิคการลงทุน 3 แบบ เพื่อการลงทุนที่ประสบความสำเร็จ

  1. แล้วอยากได้ กำไร และพร้อมยอมรับความเสี่ยงได้ และมีวินัยในตัวเองพอ Rebalancing เหมาะกะผมไหม่อะ – -* มือโครตใหม่เลยอะ

  2. ผมเองเคยลอง Rebalancing ดูแล้ว ปรากฏว่ามันไม่ค่อยเห็นกำไรครับ

    ถ้าพอรับความเสี่ยงได้ผมว่าทยอยซื้อเมื่อเห็นว่าราคาย่อลงมา เก็บไปเรื่อยๆจะเห็นกำไรเพิ่มขึ้นเรื่อยๆครับ เพราะส่วนใหญ่ราคากองทุนอสังหามักจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ถ้าไม่ขายก็ยังได้กินปันผล ผลตอบแทนดีกว่า Rebalancing เยอะครับ

  3. ตอนนี้มีเงินอยู่ 500,000.- บาท (เป็นเงินเย็น) ช่วยแนะนำด้วย ควรลงทุนกองไหนดี ก็อยากได้ผลตอบแทนที่ถูก ยอมรับความเสี่ยงได้บ้าง และควรถือไว้นานสักเท่าไร

  4. ตัวผมเองจะเลือกกองโดยดูจากสถิติที่หน้านี้ครับ

    http://thaipropertyfund.com/%e0%b8%aa%e0%b8%96%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%9a%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%81%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%99/

    ลองดูกองที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงๆแสดงว่าเป็นกองที่นิยมมีโอกาสเติบโตได้
    พวกห้างก็ปันผลดีเติบโตเรื่อยๆครับ

    ลองกระจายการลงทุนไปหลายๆกองเพื่อลดความเสี่ยง
    ถือยาวแค่ไหนก็ตามความพอใจครับ ถ้าถือยาวก็กินปันผลไปเรื่อยๆ
    ถ้าเห็นว่ามันขึ้นมาเยอะอยากขายก็ขายได้ครับ

  5. ซื้อ cpnrf ตอนราคา 8.90 บาท ตอนนี้ขึ้นเป็น 15.50 บาท ถามว่า ควรจะขายหรือไม่ (แต่เสียดายเงินปันผลที่สูง) ถ้าขายแล้วควรนำเงินนี้ไม่ลงทุนอะไร/อย่างไร ที่จะได้ผลตอบแทนที่สูงกว่าหรือเท่ากัน

  6. ถ้าเป็นผมจะเก็บไว้กินปันผลครับ เพราะถ้าขายไปแล้วโอกาสที่จะมาซื้อได้ต้นทุนต่ำแบบนี้คงไม่ง่ายนัก ถ้าจะไปซื้อตัวอื่น ตอนนี้ส่วนใหญ่ก็ขึ้นมาเยอะพอสมควรแล้วครับ

  7. ใซ้เงินออมของครอบครัวซื้อ PFFUND ตั้งแต่ IPO ตั้งใจจะถือไว้เพื่อรับ

    ปันผลครับ ก็รับปันผลมาเรื่อย ไม่เคยเข้ามาดูราคาซื้อขายเลย พึ่งเข้า

    มาดูราคาซื้อขายเมื่ออาทิตย์ที่ผ่าน รู้สึกตกใจ ทำไมราคาขายในตลาด

    ถึงเหลือแค่ 8.70-8.90 บาท ทั้งที่ NAV อยู่ที่ 10.70 บาท

    รบกวนปรึกษาว่า สาเหตุมาจากอะไร และ ควรทำอย่างไรต่อไปครับ

    • กองนี้ตั้งแต่ IPO ราคาไม่ค่อยเกิน IPO เลยครับ
      มาลงหนักตอนช่วงน้ำท่วม ตอนนี้ราคากำลังขึ้นเรื่อยๆ
      ผมไม่แน่ใจว่าอสังหาฯในกองนี้โดนน้ำท่วมหรือเปล่า
      ถ้าโดนอาจจะขึ้นช้าหน่อยครับ

      โชคดีที่ NAV ขึ้นเรื่อยๆทุกปี แสดงว่าทรัพย์ไม่ได้น่าเกลียดอะไร มีโอกาสที่ราคาขึ้นต่อได้

      แต่เท่าที่ผมเคยทราบมา(นานแล้ว)
      ดูเหมือนบ้านว่าง(ไม่มีคนเช่า)หลายหลังเหมือนกันครับ
      อาจเป็นเพราะสาเหตุนี้ถึงไม่ค่อยได้รับความนิยมสักเท่าไหร่

      แต่คุณ kus ก็น่าจะได้ปันผลมามากพอสมควร เกินกว่ามูลค่าที่ลดลง อย่างน้อยก็ไม่ขาดทุนครับ อาจรอราคาขึ้นอีกหน่อยแล้วค่อยขาย แต่คิดว่าราคาคงไม่เกิน IPO ครับ
      ถ้าจะขายตอนนี้แล้วไปซื้อกองอื่นผมว่ายังไม่ควรครับ เพราะราคาเกือบทุกกองขึ้นมาเยอะแล้วครับ

  8. เรียน คุณ admin
    เพิ่งเห็น QHOP ราคาอยู่ที่ 8.80 และปันผล 0.20 มา 2ปีแล้ว คิดว่าแบ่งเงินมาลงทุนตัวนี้บาง ดีมั้ยคะ หรือควรจะลงทุนตัว CPNCG ทั้งหมดค่ะ
    ถ้าแบ่งลง อย่างละกี่ %
    ขอบคุณผู้รู้ค่ะ

    • สวัสดีครับ

      ผมเองก็ไม่ได้เป็นผู้รู้หรอกครับ เพียงแต่สนใจกองทุนอสังหาเป็นพิเศษ

      สำหรับ QHOP เป็นกองนึงที่ได้รับความสนใจมากพอสมควร เป็นโรงแรมที่อยู่กลางเมืองมีอนาคตครับ ซื้อไว้กระจายความเสี่ยงจาก CPNGC ได้ จะมากน้อยก็แล้วแต่ครับ

  9. Luxf กับ GoldPF ถือยาวสัก 5 ปีพอไหวไหมครับ เน้นปันผลไม้เน้นส่วนต่างราคาครับ

    • ตัว LUXF เคยมีปัญหาฟ้องร้องมาก่อนครับ เคยลงไปเหลือ 4 บาท เห็นคนกลัวตัวนี้หลายคนครับ ดูผู้ถือหุ้นรายใหญ่ก็ไม่มีองค์กรใหญ่ๆเลยครับ

      ตัว GOLDPF ใช้ได้ครับ มีผู้เช่าสม่ำเสมอ เฉลี่ยประมาณ 70% ขึ้น ปันผลดี พอสัญญาครบ 30 ปี กองทุนมีสิทธิ์เช่าต่อหรือซื้อทรัพย์เลยก็ได้ครับ

  10. หลักการ DCA หรือ อื่นๆ ที่ admin ได้กรุณานำเสนอนั้น
    หากมาใช้กับ หุ้นปกติทั่วไป ที่เราคาดหวัง capital gain (ไม่ได้หวังปันผล)
    จะทำให้ได้กำไรมากกว่า การซื้อหุ้นแบบเก็งกำไร (ใช้ sto ตัดขึ้น และ macd ) ไหมครับ

    • หลักการทั้ง 3 แบบ เหมาะกับการลงทุนระยะยาวครับ ซึ่งถ้าทำแบบนี้สม่ำเสมอจะได้กำไรแน่นอนแต่อาจต้องใช้เวลาเป็นปีๆครับ เหมาะสำหรับคนที่ไม่ต้องการดูกราฟเทคนิค

      ส่วนการเล่นเก็งกำไรแบบดูกราฟ ส่วนใหญ่เป็นการเล่นรอบเหมาะสำหรับคนที่มีเวลาดูกราฟและมีความรู้ทางเทคนิค

      คำถามที่ว่าการลงทุนแบบไหนจะได้กำไรมากกว่ากันคงตอบยากครับ เพราะแต่ละคนมีความถนัดต่างกัน ลงทุนแบบที่เหมาะกับตัวเองดีที่สุดครับ

  11. มีตัว cpnrf ซึ่งซื้อตอน scb เพิ่มทุน ราคา 8.90 บาท (ตุลา 52) ตอนนี้ราคา 17.50 บาทแล้ว ปันผลก็ดี ราคา capital gain ก็ขยับขึ้นเรื่อยๆ มีบางคนแนะนำว่าราคาขึ้นสูงแล้วให้ขาย อยากขอคำแนะนำจากท่านอื่นๆ บ้าง ว่ามีความคิดเห็นอย่างไร

    • ถ้าเป็นผมตอนนี้จะขายบางส่วนครับ รู้สึกปันผลจะน้อยกว่าหลายๆกองและคิดว่าราคาไม่น่าจะขึ้นมากกว่านี้สักเท่าไหร่แล้วเพราะ premium สูงมาก เอาไว้ราคาย่อลงค่อยซื้อกลับ ระหว่างนี้เอาเงินไปซื้อกองอื่นที่ยังขึ้นไม่มากน่าจะดีครับ

  12. ผมไม่ได้ซื้อกองทุนอสังหาฯ แบบกองเดี่ยว แต่ซื้อกองทุน “M-prop” ของบลจ.MFC ซึ่งเป็นกองทุนรวมของกองทุนอสังหาริมทรัพย์ (Fund of Funds) อีกทีหนึ่ง มีข้อดีตรงที่เป็นการกระจายการลงทุนไปหลายๆกองโดยมีมืออาชีพดูแลให้ และเวลาจ่ายผลตอบแทนจะเป็นในรูปของการซื้อหุ้นคืนอัตโนมัติ จึงไม่ต้องเสียภาษี 10% แบบเงินปันผล แต่ก็อาจต้องเสียค่าธรรมเนียมในการบริหารกองทุนบ้าง ไม่ทราบว่า Admin หรือท่านอื่นๆ มีความเห็นอย่างไรบ้างครับ ขอบคุณครับ

    • ผมว่าน่าสนใจครับ เป็นการให้มืออาชีพดูแลให้ เราไม่ต้องตามข่าวหรือดูแลเอง

      ข้อดี เช่นในช่วงนี้มีการเพิ่มทุนหลายกอง จะเห็นได้ว่าราคาหลายกองร่วงแรงเพราะมีการเทขายเพื่อไปซื้อหุ้นเพิ่มทุนที่ราคาต่ำกว่า หากเป็นนักลงทุนที่ไม่ได้ตามข่าวก็จะเสียโอกาสนี้ได้ครับ

      ข้อเสีย คือไม่สามารถขายได้ทันที ต้องส่งคำสั่งขายล่วงหน้าหลายวัน

  13. ปกติ ปันผลกองอสังหาเสียภาษี 10%
    ผมสงสัยว่า กองlease ที่ลดทุนโดยการปันผลออกมาเสียภาษี 10% ด้วยหรือเปล่า
    หรือ กอง free hold ที่ขายอาคารได้แล้วลดทุนด้วยการปันผลออกมา จะเสียภาษี 10% ด้วยหรือเปล่า

    • การลดทุนไม่เสียภาษีครับ ตัวอย่างเช่นของ TLGF ลดทุนครั้งล่าสุดไม่มีการหักภาษีครับ

  14. อยากให้เว็ปไซท์นี้แยกข้อมูลกองทุนเป็นประเภทFreehold , Leasehold, และผสม ค่ะ จะได้หาง่ายขึ้นตามความชอบ เพราะตัวเองชอบ Freehold
    ข้อมูลในเว็ปนี้ดูลำบากไปนิดค่ะ รบกวนปรับปรุงด้วยจะเยี่ยมมากค่ะ

  15. สนใจวิธีแบบ vca นะคะ แต่ก็ยังงงอยู่ที่ว่าเราจะไม่ได้ทราบราคา nav ในวันที่เราจะลงทุนเลย เราจะทราบก็ต่อเมื่อวันถัดไป ฉะนั้นเราจะต้องคิดจากราคา nav ของวันก่อนหน้านี้ใช่ไหมคะ ซึ่งอาจจะมีการคาดเคลื่อนก็ได้ใช่ไหมเอ่ย ขอบคุณล่วงหน้าสำหรับคำตอบนะคะ

    • เราไม่จำเป็นต้องดู nav ก็ได้ครับ เพราะส่วนใหญ่ nav จะไม่ค่อยเปลี่ยนแปลง ตัวอย่างเช่นกองทุนอสังหา cpnrf ราคาอยู่ที่ 16 บาท แต่ nav 10.88 บาท บางที nav ก็ไม่ได้เป็นตัวกำหนดราคาบนกระดาน ซึ่งบ่อยครั้ง nav และราคาจะไม่เท่ากัน

      หากต้องการลงทุนด้วยวิธี vca นี้เราจะพิจารณาจากราคาบนกระดานมาคิดเพื่อปรับพอร์ต ซึ่งโดยปกติเราจะใช้ราคาของวันที่เราตั้งไว้ (เช่นทุกวันที่ 1 ของทุกเดือน) มาคำนวณหาค่าเปอร์เซนต์ส่วนต่างจาก baseline เดิมของเราแล้วลงทุนโดยหักหรือเพิ่มส่วนต่างลงไปสำหรับการลงทุนในงวดนั้น

      ปล.ที่สำคัญเราต้องไม่สนใจตลาดว่าราคามีแนวโน้มขึ้นหรือลง เมื่อถึงเวลาแต่ละงวดก็เอาราคาวันนั้นๆมาคำนวณ เพราะเราจะไม่เอาอารมณ์มาตัดสินใจ

  16. ****ใครอายุยังน้อย (มีเวลา)
    และมีเงิน (OPM)
    และสามารถสร้างผลตอบแทนที่ได้ (Direct/Group/Level/OD5)
    แถมมี Leverage อีก
    //// ถ้าคุณคิดจะมีรายได้เดือนละ 50,000฿ ต่อเดือน

    ขายลูกชิ้นปิ้งคุณก็ทำได้
    ตัดขนหมาคุณก็ทำได้
    ขายน้ำเต้าหู้คุณก็ทำได้

    แต่ถ้าคุณอยากมีรายได้ 6-7 หลักต่อเดือน

    คุณต้องมีเครื่องมือที่ตอบโจทย์นี้ให้ได้

    เรามีเครื่องมือนั้นแล้ววันนี้

    Line : zom.8002
    ยินดีให้คำปรึกษาค่ะ
    แก้ไขข้อความ ส่งข้

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

กองทุนอสังหาฯทั้งหมด | สถิติกองทุน | กราฟราคาย้อนหลัง
Thai Home List บ้านมือสอง | Thai Property Fund | Thailand hotel and resort | Thailand hotel booking

© Copyright 2017, all rights reserved.